มาเก็บชา ในบรรยากาศสุดคลาสสิคกันเถอะ


มาเก็บชา ในบรรยากาศสุดคลาสสิคกันเถอะ

ไร่ชาเขียวกับภูเขาไฟฟูจิที่ Nihondaira

Shizuoka เป็นจังหวัดที่ชาวไทยรู้จักดีเนื่องจากมีภูเขาไฟที่สูงและสวยที่สุดในญี่ปุ่น ได้แก่ ภูเขาไฟฟูจิ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ติดทะเล มีที่ราบ นับเป็นจังหวัดที่มีความงามธรรมชาติ อีกหนึ่งในเสน่ห์ของจังหวัดนี้ได้แก่พื้นที่ไร่ชาเขียว การเก็บชาเชียวและส่งออกชาเชียวมากที่สุดในญี่ปุ่น

ขอเเนะนำสถานที่เที่ยวที่สามารถชื่นชมความงามของภูเขาไฟฟูจิพร้อมกับไร่ชาเขียวค่ะ ได้แก่เมือง Nihondairaซึ่งอยู่ในจังหวัด Shizuoka

Nihondairaเป็นหนึ่งจุดที่งดงามของประเทศญี่ปุ่นโดยมองเห็นความงามของไร่ชาเขียวและสวนเก็บสตอเบอรี่พร้อมกับชมบรรยากาศภูเขาไฟฟูจิและทะเลพร้อมๆกัน

เตรียมไปเป็นสาวเก็บใบชา

ก่อนจะเริ่มกิจกรรมที่น่าสนุกนี้ เราต้องเตรียมความพร้อม ด้วยการเปลี่ยนเสื้อผ้ากันก่อนดีกว่า เมื่อเข้ามาสู่  ไร่ชา Nihondairaเจ้าหน้าที่ของไร่ชา จะนำเครื่องแต่งกายมาให้ทุกท่านได้เปลี่ยนกัน โดยจะมีชุดพนักงานเก็บชา ตะกร้าสะพายหลังสำหรับใส่ใบชา ผ้าคลุมผม โดยทั้งผู้ชายและผู้หญิงจะใส่ชุดเหมือนกัน เมื่อเตรียมตัว แต่งกายเรียบร้อยแล้ว มุ่งหน้าไปเก็บชากันเลยดีกว่า

เลือกยอดอ่อนของใบชา

ชาที่ดี มาจากการเลือกใบชาที่ดีเช่นกัน พนักงานจะพาทุกท่านเดินขึ้นไปที่ไร่ชา จากนั้นก็จะเข้าสู่ขั้นตอน “การเก็บใบชา” (Tea plucking)  เป็นขั้นตอนที่สำคัญเนื่องจากต้องอาศัยความละเอียดในการเก็บ  การเก็บใบชาให้ได้ใบชาที่มีคุณภาพดีต้องใช้แรงงานคนในการเก็บ การเก็บจะต้องเลือกเก็บเฉพาะยอดชาที่ตูมและใบที่ต่ำจากยอดตูมลงมา 2-3 ใบ   (เก็บ 1 ยอด 2-3 ใบ)  เนื่องจากสารประกอบพอลิฟีนอลซึ่งเป็นสารสำคัญที่ส่งผลต่อสี กลิ่น และรสชาติของชาจะมีอยู่มากเฉพาะในยอดชาเท่านั้น

Nihondaira Tea Hall

ในสวนชานี้มี ชาที่ปลูกถึง 8 ชนิด สามารถที่จะเลือกซื้อชาดีๆได้ที่นี้และที่พิเศษคือถ้ามีลูกค้ามากกว่า35คน ก็จะสามารถที่จะเรียนรู้ประสบการณ์เก็บใบชาด้วยตัวคุณเองอีกด้วย ฤดูกาลเก็บชาคือประมาณ กลางเดือนเมษายน – ต้นเดือน ตุลาคม เปิดให้บริการตั้งแต่ 10.00 ถึง 16.00 น.

จากที่นี่คุณสามารถเห็นทั้งไร่ชาเขียวและภูเขาไฟฟูจิขนาดไม่ใหญ่มากแต่ไม่เล็กจนเกินไปในเวลาเดียวกัน

ชาญี่ปุ่น

ปกติแล้วถ้าพูดถึงชาญี่ปุ่น คนทั่วไปก็คงจะคิดถึงแต่ชาเขียวที่วางขายกันทั่วไป ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของญี่ปุ่นไปแล้ว คนญี่ปุ่นเรียกชาเขียวพวกนี้ว่า “เรียวกุฉะ” (緑茶 – Ryokucha) แปลว่า ชาที่มีสีเขียว นั่นเอง เป็นชาที่คนญี่ปุ่นนิยมดื่มมากที่สุด ชาเขียวญี่ปุ่นมีอยู่มากมายหลายชนิด เราสามารถแบ่งชนิดของชาเขียวได้จากวิธีการปลูก, วิธีการผลิต, และช่วงเวลาของการเก็บเกี่ยว ซึ่งหลักๆ แล้ว ชาเขียวญี่ปุ่นจะแบ่งเป็น 3 เกรด ดังนี้

 

  1. เกียวคุโระ (玉露 – Gyokuro)

ชาเขียวที่มีคุณภาพดีที่สุด ทำจากใบชาที่เก็บเกี่ยวในครั้งแรกของปีราวเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน โดยต้นชาจะถูกคลุมไม่ให้โดนแดด 20-30 วันก่อนจะเก็บใบ ชาเขียวประเภทนี้นิยมใช้ในพิธีการต่างๆ เท่านั้น เพราะมีราคาแพงมาก โดยทั่วไปในญี่ปุ่นมีการผลิตชาเขียวเกียวคุโระไม่ถึง 1% ของการผลิตชาทั้งหมดในญี่ปุ่น

  1. เซนฉะ (煎茶 – Sencha)

ชาเขียวระดับมาตรฐานที่มีคุณภาพรองจากเกียวคุโระ เป็นชาที่คนญี่ปุ่นดื่มในชีวิตประจำวัน มีการผลิตชาเขียวเซนฉะมากถึง 80% ของชาที่ผลิตในประเทศทั้งหมด ชาเขียวเซนฉะใช้ใบชาที่ได้จากการเก็บเกี่ยวในครั้งแรกหรือครั้งที่สองก็ได้ จะเป็นใบชาที่มีการปลูกโดนแสงแดดตลอดเวลาจนถึงช่วงเก็บเกี่ยว หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วจะนำใบชาไปอบไอน้ำทันทีและม้วนภายในระยะเวลาที่สั้นที่สุด

  1. บันฉะ (番茶 – Bancha) หรือ โฮจิฉะ (ほうじ茶 – Hojicha)

ชาเขียวที่มีคุณภาพต่ำที่สุด เนื่องจากใช้ใบชาส่วนที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวในช่วงแรงและช่วงที่สอง ส่วนใหญ่จะทำจากใบชาที่มีลักษณะเป็นใบแข็ง ไม่ค่อยสมบูรณ์ มีสีน้ำตาลอ่อนออกเหลือง และมีรสชาติขมกว่าเกียวคุโระและเซนฉะ ถ้าเรานำบันฉะไปอบด้วยความร้อนในอุณหภูมิที่พอเหมาะ จะได้ใบชาหอม สีน้ำตาลแดง เรียกว่า    “โฮจิฉะ” นั่นเอง

นอกจากชาเขียว 3 ประเภทที่เล่ามานี้ ยังมีชาเขียวอีกประเภทหนึ่งที่มีชื่อเสียงมาก นั่นก็คือ มัตฉะ (抹茶 – Matcha) หรือ ชาเขียวผง (powdered green tea) มัตฉะเป็นชารูปแบบใหม่ที่พระเอย์ไซได้รับมาจากราชวงศ์ซ้อง (ค.ศ.960-1279) ของจีน โดยพระเอย์ไซได้นำยอดอ่อนใบชาสีเขียวสดที่เพิ่งเก็บมาอบด้วยไอน้ำ ตากให้แห้งในอุณหภูมิอุ่นกำลังดี จากนั้นก็นำใบชาไปบดให้ละเอียด นำผงชาเขียวที่ได้ใส่ลงในชาม เติมน้ำร้อน คนจนผงชาละลายแล้วนำมาดื่ม การบดชาเขียวจนเป็นผงจะช่วยให้ชาเขียวมีกลิ่นหอมและมีรสชาติกลมกล่อมขึ้น ซึ่งการดื่มชาในลักษณะนี้ได้กลายเป็นต้นแบบของชาที่ใช้ดื่มในพิธีชงชา (茶道 – Chadou) ที่มีชื่อเสียงนั่นเอง

สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง

Shizuoka เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ตอนล่างสุดของภาคกลางบนเกาะฮอนชูของญี่ปุ่น มีความมั่งคั่งด้วยธรรมชาติแวดล้อมจากภูเขาไฟฟูจิอันเลื่องชื่อ มีภูมิทัศน์ที่งดงาม บ่อน้ำแร่ธรรมชาติ แหล่งประวัติศาสตร์ ปราสาท และเมืองแห่งอุตสาหกรรมยา เบียร์ เครื่องสำอางซิเซโด เครื่องดนตรี รถยนต์ ที่เกิดของรถยนต์ฮอนดาและโตโยตะ เป็นทั้งแหล่งอาหารสดจากทะเล ไร่ชาเขียว อาณาจักรแห่งผลไม้ อาทิเช่น เมล่อน ส้ม องุ่น สตรอเบอรี่หวานอร่อยที่ Hamamatsu Fruit Park สามารถท่องเที่ยวชมธรรมชาติได้ครบถ้วนตลอดปีทุกฤดูกา

สะพานไม้ Horai เป็นสะพานคนข้ามแม่น้ำที่ยาวที่สุดในโลก ยาวประมาณ 897.4 เมตร จากสะพานจะมองเป็นไร่ชาเขียวรอบทิศ รวมทั้งภาพภูเขาไฟฟูจิด้วย
การเดินทาง จากสถานี JR Shimada แล้วเดินทางอีกประมาณ 25 นาที

วัด Banshozan Kasuisai เป็นวัดที่มีชื่อเสียง และถูกขนานนามใหม่โดยโชกุน Tokukawa Ieyasu บริเวณโดยรอบสามารถชมใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง และชมดอกซะคุระในฤดูใบไม้ผลิด้วย

วัด Hattasan Soneiji เป็นหนื่งในสามวัดโบราณแห่งเอนชุ เป็นที่ประทับของเทพเจ้าแห่งความเมตตาที่ช่วยกำจัดปีศาจ และเป็นที่ได้รับความนิยมในการชมดอกซะคุระบาน

วัด Yusanji เป็นวัดโบราณที่สร้างขึ้นปี ค.ศ. 701 ที่หน้าประตูมีเจดีย์สามชั้นที่เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมแห่งชาติ บริเวณใกล้เคียงมีทิวต้นสน ธารน้ำจากภูเขา และน้ำตก
การเดินทาง จากสถานี Shizuoka โดยสารรถไฟสาย JR Tokaido ลงที่สถานี JR Fukuroi แล้วเดินต่อรถไปอีก 10 นาที

 

รับชมโปรแกรมทัวร์ญี่ปุ่น คลิกที่นี่

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-661-9399 หรือ Line: @Eliteholiday

Visitors: 667,009